ในปี 2004 ผมเริ่มทำงานเป็นบายเออร์ ทำหน้าที่จัดซื้อเสื้อผ้าและของใช้จากประเทศไทย ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงวัยยี่สิบอยู่กับประเทศไทย จนรักประเทศนี้และเริ่มคิดว่าสักวันหนึ่งอยากมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ความคิดนั้นกลายเป็นรูปเป็นร่างในปี 2014 เมื่อผมก่อตั้ง octo ที่กรุงเทพฯ การเริ่มต้นธุรกิจในต่างประเทศเป็นครั้งแรกถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับผม
ผมไม่ได้มาจากธุรกิจแฟชั่น ร้านแรกของเราคือ octo TOKYO ร้านที่เชี่ยวชาญด้านเสื้อยืด จุดเริ่มต้นไม่ได้อยู่ที่การอยากขายเสื้อผ้า แต่อยู่ที่การคิดว่าสิ่งใดจะสร้างความสุขให้ผู้คน สิ่งใดที่พวกเขาต้องการจริงๆ และในเวลานั้นผมสามารถทำอะไรได้บ้าง นั่นคือจุดกำเนิดของ octo เพราะไม่มีประสบการณ์มาก่อน ผมจึงเรียนรู้จากลูกค้าที่อยู่ตรงหน้าและจากหน้างาน พร้อมเพิ่มสิ่งที่เราทำได้ทีละก้าว
ระหว่างทาง เราได้ก่อตั้งโรงพิมพ์ซิลค์สกรีนและโรงงานตัดเย็บ เชื่อมโยงการวางแผน การผลิต และการขายเข้าด้วยกัน อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่ผมสามารถมอบหมายงานและการตัดสินใจให้ทีมได้ ทุกคนมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นและลงมือด้วยการตัดสินใจของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ octo ในวันนี้เกิดจากคนในบทบาทที่แตกต่างกันคอยสนับสนุนกันและร่วมกันขับเคลื่อนบริษัท
ในปี 2020 octo เผชิญวิกฤตที่กระทบต่อความอยู่รอดของบริษัท หลังจากเปิดร้านใหม่และลงทุนในอุปกรณ์เมื่อเดือนมกราคมได้ไม่นาน ยอดขายของเราลดลง 99% ในขณะนั้น 99% ของยอดขายมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อสินค้าที่หน้าร้าน เงินทุนสำหรับดำเนินงานเหลือ 3 เดือน ผมยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่จำนวนเงินที่ได้รับการเสนอในเช้าวันที่ 3 เมษายน มีเพียงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อเดือน ผมจึงตัดสินใจกลับญี่ปุ่นเพื่อสร้างโอกาสสุดท้ายให้กับบริษัท
เราจะสร้างงานในญี่ปุ่นและผลิตหน้ากากสำหรับตลาดญี่ปุ่น แม้ไม่เคยผลิตหน้ากากมาก่อน เราก็เริ่มจากการคิดว่าสินค้าแบบใดที่ผู้คนต้องการจริงๆ แล้วลงมือทันที ไม่ว่าจะเป็นพนักงานหน้าร้าน โรงพิมพ์ซิลค์สกรีน หรือออฟฟิศ ทุกคนมุ่งไปที่การผลิตหน้ากากโดยไม่ยึดติดกับหน้าที่เดิม บริษัทเดินหน้าต่อได้เพราะทีมของเราก้าวข้ามขอบเขตงานและร่วมแรงกัน ผมยังคงขอบคุณทุกคนจากใจสำหรับสิ่งที่ทำในวันนั้น
ประสบการณ์ครั้งนั้นสอนผมว่า ความแข็งแกร่งของบริษัทไม่ได้มาจากอุปกรณ์หรือระบบเพียงอย่างเดียว แต่มาจากคนที่มีเป้าหมายร่วมกัน คิดว่าตัวเองทำอะไรได้ และลงมือทำ ที่ octo เราให้ความสำคัญกับอิสระและผลลัพธ์ควบคู่กัน อิสระไม่ได้หมายถึงการทำเฉพาะสิ่งที่อยากทำ แต่คือการใช้วิจารณญาณของตัวเอง รับผิดชอบต่อการตัดสินใจ และเรียนรู้จากผลลัพธ์ ไม่ว่าจะเป็นงานตัดเย็บ หน้าร้าน วางแผน หรือออฟฟิศ ปลายทางของงานย่อมมีรอยยิ้มของใครบางคนเสมอ ผมอยากให้ octo เป็นบริษัทที่การทำงานวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานเล็กน้อย นำไปสู่ทั้งการเติบโตของตัวเองและความสุขของผู้อื่น
สำหรับผม ความสุขสำคัญของชีวิตคือการได้ใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนร่วมทาง รวมถึงการมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันและบรรลุบางสิ่งร่วมกัน octo ให้ความรู้สึกเหมือนครอบครัว ไม่ใช่เพียงเพราะเราใกล้ชิดกัน แต่เพราะในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทุกคนก้าวข้ามหน้าที่เพื่อช่วยเหลือกัน และทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จ เราจะสร้างพื้นที่ที่แต่ละคนค้นพบความท้าทายที่เหมาะกับตัวเอง และเติบโตไปพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมต่อไป
จากนี้ octo ตั้งเป้าขยายจากธุรกิจแฟชั่น สู่การเป็นบริษัทไลฟ์สไตล์ที่ทำให้ชีวิตประจำวันน่าสนุกยิ่งขึ้น ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นสิ่งใด หลักของเราจะไม่เปลี่ยนไป สิ่งใดจะสร้างความสุข สิ่งใดเป็นสิ่งจำเป็นจริงๆ และตอนนี้เราทำอะไรได้บ้าง เราจะสร้างความไว้วางใจกับลูกค้า คู่ค้า และเพื่อนร่วมทีมอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างจุดเริ่มต้นใหม่จากกรุงเทพฯ เราจะยังคงให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ ขณะเดียวกันก็สนุกกับความท้าทายอย่างเต็มที่ ผมอยากสร้างบทต่อไปของ octo ร่วมกับคนที่เรายังไม่เคยพบเจอ